วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561

8.STRENGTH

Title : instinct
Card : 8.STRENGTH
Tag : -
Author : Purple nerve



แสนมืดอับและคับแคบ ผมย่างก้าวไปตามจังหวะกลองที่รัวขึ้น สั่นสะเทือนถึงก้อนเนื้อที่ดิ้นเร่าอยู่ในอก เหมือนผมกำลังถูกส่งไปยังแท่นบูชายัญ สังเวยชีพในพิธีกรรมของชนเผ่าโบราณ

ค่ำคืนอันแสนเงียบสงัด ณ วันจันทราดับ... เสียงลมหายใจรุนแรงดังขึ้น ขณะนั้น... ดวงตากลมใหญ่เรืองรอง ทอประกายเกรี้ยวกราด
เสียงกังวานของกอร์แดนดังก้อง สะท้อนไปมาในช่องทางเดิน วนเวียนในหัวผมหลายครั้ง แสงสว่างเข้าใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ ผมก้าวไปข้างหน้า เชื่องช้า จ้องเขม็งไปยังบ่วงวงกลม เคลือบด้วยเปลวไฟสีส้มแดง

เงาทะมึนของสัตว์ร้ายกำลังคืบคลาน สัญชาตญาณนักล่าผู้หิวโหยได้ถูกปลุกขึ้น

ผมหยุดปลายเท้าตรงเส้นกั้นระหว่างความสว่างและความมืด หลบซ่อนตัวในเงา ปิดเปลือกตาสนิท เงี่ยหูฟังจังหวะกลองที่ช้าลง เฝ้ารอสัญญาณจากกอร์แดน
ผมสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง

แล้วก็มาถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย! เด็กหนุ่มต้องสาปผู้ถูกวิญญาณของราชสีห์สิงสู่!!! เจอโรม!!!!

หลังสิ้นเสียงนั้น เสียงแตรดังขึ้น กลองชุดรัวสนั่น ตามด้วยฉาบ ทรัมเป็ต และบรรดาเครื่องดนตรีอีกหลายชนิดที่ผมจำไม่ได้ สิงโตสองตัวถูกปล่อยมาจากทางออกสองทาง มันกระโดดสวนกันผ่านบ่วงไฟลุกโชน ม้วนตัวตลบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปรอบลานแสดง คำรามทักทายคนดูที่อยู่อีกฝั่งของรั้วกั้นจนสะดุ้งโหยง เว้นระยะห่างกันพอสวยงาม ตามที่ฝึกฝนมาอย่างดี

ผมปรากฎตัวขึ้นในแสงสว่าง สับเท้าไปยืนที่จุดกึ่งกลางของกระโจมสีแดงสลับขาวขนาดใหญ่ ผู้คนโห่ร้อง ผมกวาดสายตาไปทั่ว จนไปหยุดอยู่ที่กอร์แดน— เจ้าแก่อ้วนเจ้าของโรงละครสัตว์ เสียงของผู้ชมเริ่มเงียบลง กลายเป็นเสียงซุบซิบนินทาเมื่อผมไม่ยอมขยับตัวไปไหนสักที กอร์แดนเลิกลั่ก เขาถลึงตาใส่ ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทั่ว ใบหน้าแดงก่ำหงิกงอ

การได้เห็นท่าทีร้อนรนของกอร์แดนน่ะ สนุกชะมัด

เจอโรม!!!

ผมกระตุกยิ้ม พยายามไม่ให้ตัวเองเพลิดเพลินกับการปั่นหัวตาแก่นั่นจนเกินไป
ผมกระโดดม้วนตัวในอากาศ เสี้ยววินั้น หางตวัดงอกออกมา พู่สีดำสลัดไหว ผมปวดหนึบเมื่อกระดูกถูกดัดแปลงรูปร่าง คล้ายเหล็กร้อนที่ถูกค้อนทุบให้ดัดงอ เสื้อผ้าของผมขาดวิ่น ขนสีน้ำตาลอมเหลืองจาง ๆ ขึ้นแทรกแทบทุกอณูของผิว ขากรรไกรล่างขยายขึ้น  ฟันแหลมคมสำหรับการล่า โพรงจมูกใหญ่จนลมหายใจเข้าออกได้โดยไม่ติดขัด เบ้าตาคว้านลึกไปตามทรงกะโหลกที่แบนราบลง แผงขนที่โอบล้อมพลิ้วไปตามลม

ผมหยัดกายขึ้นด้วยสี่เท้า รู้สึกหยิ่งผยองและน่าเกรงขาม

โชว์ของผมเป็นโชว์ปิดท้ายของการแสดงทั้งหมด สิ่งสุดท้ายของค่ำคืนนี้ การกระโดดลอดบ่วงไฟที่แสนจะง่ายดาย แต่คนยังคงตื่นตาตื่นใจกับมันเสมอ

ผมออกแรงที่ขาหลัง ถีบตัวไปในอากาศ

เพี๊ยะ!

กอร์แดนฟาดแส้ลงมาเต็มแรงจนการเคลื่อนไหวของผมผิดจังหวะไปเสียหมด สีข้างของผมสัมผัสไฟร้อน ขนสีจางละลายหายไปกับเปลวเพลิง ลิ้มเลียผิวหนังชาวาบ ผมกลั้นลมหายใจ เมื่อปลายเท้าแตะถึงพื้น ความรู้สึกแสบร้อนพลันกัดกิน แทบลงไปนอนทุรนทุรายกับพื้น

เขาจงใจ ผมกัดฟันแน่น กอร์แดนเหลือบมองแผลเป็นของผม ยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ กดหัวผมให้โค้งขอบคุณผู้ชม เสียงตอบรับที่ดังก้องแสดงให้เห็นว่าพวกเราทุกคนทำได้ดีมากในวันนี้
หยุดรอจนพวกเขาทยอยออกไปจนหมด ผมคืนร่างกลับเป็นมนุษย์ แข้งขาอ่อนแรงเกินจะควบคุม ผมล้มลงกับพื้นทรายสาก ที่เดียวกับที่เปิดตัวอย่างสง่างามในตอนแรก แผลของผมเสียดสีไปกับเม็ดทรายหยาบ อดกลั้นความเจ็บปวดไว้จนกล้ามเนื้อบิดเกร็ง

ไฟบนบ่วงมอดลงแล้ว ไฟในโดมก็ด้วย เหลือเพียงหลอดไฟติดๆดับๆดวงเดียวที่เหนือหัวของผม

ถึงจะเป็นตัวทำเงิน แต่ไม่ได้แปลว่าแกจะมาปั่นประสาทฉันยังไงก็ได้!!

กอร์แดนใช้อุ้งมือใหญ่งัดใบหน้าของผมให้เชิดขึ้นจนแทบตัวลอย นิ้วอ้วนบีบสันกรามเต็มแรง แทบแตกละเอียดคามือ

ฉันเกลียดนัก ไอ้ท่าทีหยิ่งผยองของแกน่ะ

มันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ พยายามอวดเบ่งอำนาจของตัวเอง พูดเสียงลอดไรฟัน ขู่ให้ผมหวาดหวั่น

ผมถมน้ำลายรดหน้ามัน ถึงจะรู้ดีว่าสิ่งที่ตามมาคือแรงมหาศาลที่ปะทะเข้ากับใบหน้าข้างซ้ายของผมพร้อมกับคำก่นด่าอีกสารพัด รสคาวคละคลุ้งในปาก ผมซับคราบเลือดที่ไหลออกมา จ้องดวงตาที่ดูร้อนกว่าไฟเมื่อครู่อย่างไม่เกรงกลัว

อย่าให้เห็นใครหน้าไหนมาขอให้ฉันพามันไปโรงพยาบาล!! พวกแกทุกคนไม่มีสิทธิไปจากที่นี่!!!

กอร์แดนหน้าแดงก่ำ ตวาดลั่น ทุกคนที่จะวิ่งเข้ามาดูอาการผมชะงักกึก เขาส่งสายตาดุร้ายกว่าสิงโตที่บรรยายถึง ก่อนจะหายไปในเงามืด

ผมเอาผ้าที่รองเศษพลุกระดาษมาห่อรอบร่างเปลือยเปล่าไว้ คนอื่นในคณะกรูเข้ามาดูผม

แผลใหญ่เสียด้วย ทำอย่างไรดีล่ะ
พาเข้าไปโรงพยาบาลสิ
ไม่ได้! นายหัวพึ่งห้ามไปเมื่อกี้ไง เจ้างั่ง!!

ผมเริ่มหายใจไม่ออก วิงเวียนศีรษะ อึดอัดไปหมด ภาพที่เจเรมี่กับเรวี่กำลังถกเถียงซ้อนทับกัน แยกออก ไม่ชัดเจน ส่ายไปมา

ช่วยหุบปากก่อนได้มั้ย

ผมกุมขมับ การที่ทุกคนเงียบกริบทำให้เริ่มรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่อาการในหัวหนึบ ๆ ยังคงเล่นงานไม่หยุด

ทุกคนออกมาก่อน เขาจะหายใจไม่ออก

มิเกล ผมจำเสียงนั้นได้ ผมหรี่ตาให้ภาพชัดเจนขึ้น เขาแหวกวงล้อมเข้ามา ยื่นหน้ามาใกล้ แต่รายละเอียดบนใบหน้าก็ยังพร่ามัวอยู่ดี

เรวี่ ช่วยเอาน้ำสะอาดแล้วตามมาที่เกวียนที เร็ว ๆ เลย... ถ้าให้ดีขอแก้วสักใบด้วย

เขาหันไปบอกเรวี่ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเรียบออกมาจากกระเป๋ากางเกง สะบัดหนึ่งครั้ง ผมมองเห็นผงฝุ่นผ่านลำแสงล่วงลอยในอากาศ มิเกลเหยาะของเหลวในขวดแก้วอันเท่าหัวแม่มือลงกับผ้าสองสามครั้ง ท่าทีทะมัดทะแมง

เขายื่นผ้านั้นมาให้ กลิ่นจาง ๆ ช่างคุ้นเคย ความหอมเย็นแบบไม่ปรุงแต่งทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

มิเกลสอดตัวเข้าใต้วงแขนของผม ออกแรงหน่อยนะเขากระซิบ ก่อนจะออกแรงยันตัวให้ลุกขึ้น
เหงื่อหลายเม็ดผุดบนใบหน้าของมิเกล ทีละก้าวของเราแสนทุลักทุเล ตอนที่ตัวผมเซจะล้มอีกรอบ เขาร้องเสียงหลงขึ้นมา

เจ็บตรงไหนหรือเปล่า

ไม่เป็นไร... ฉันไหว

มิเกลตัวสูงพอๆกับผม แต่ร่างกายของเขาดูผอมบางกว่ามากโข อย่างไรก็ดี เขาแข็งแรงกว่าที่ผมคิดไว้

แฮริสันกุลีกุจอมาแหวกผ้าใบเปิดทางให้มิเกลพาผมเข้าไป ตามด้วยเรวี่กับแคโรไลน์ช่วยกันยกถังน้ำเข้ามา ผมนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ มิเกลส่งผ้าผืนใหญ่มาให้ผมปกปิดส่วนล่างไว้แทนผ้าขี้ริ้ว
มิเกลทิ้งตัวลงบนขอบเตียงของตัวเอง เขาพับแขนเสื้อร่นไปที่ศอก ใช้แก้วใสวักน้ำ จับผมเอี้ยวตัวให้เห็นแผลพุพอง ทนนิดเดียวนะยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ราดน้ำลงมาบนรอยแดง ผมระบายความเจ็บปวดลงไปที่ผ้าเช็ดหน้า มันคงยับยู่ยี่แน่

ขอโทษนะมิเกล ไว้จะซื้อผืนใหม่ให้แล้วกัน

ดีขึ้นหรือเปล่า

คิดว่านะ
ผมไหวไหล่ มิเกลทำแบบนั้นซ้ำอีกสองสามครั้ง อาการแสบร้อนไม่มากเท่าตอนแรก

เอาผ้าชุบแล้วซับแผลไว้ก่อนแล้วกัน เปลี่ยนน้ำเรื่อย ๆ นะ
ผมพยักหน้ารับและประคองผ้าไว้ด้วยมืออีกข้างของตัวเอง

นายไม่น่าทำแบบนั้นเลยนะ
มิเกลพูดขึ้น ขณะกวาดตามองชั้นเก็บหนังสือที่สูงไม่ถึงอกของเขา หยิบตำราเล่มหนา กระดาษสีน้ำตาลดูเก่า มีเศษกระดาษหลายใบถูกทับอยู่ในนั้น

รูปร่างของมิเกลสูงโปร่งน่ามอง สายตาของผมไหลตามการเคลื่อนไหวของเขา ตั้งแต่นิ้วชี้ที่ไล้ไปตามผิวกระดาษ หน้าอกสั่นไหวตามแรงหอบหายใจ ริมฝีปากแห้งผากที่เจ้าตัวกำลังเม้มเพิ่มความชุ่มชื้น เงาวาวจากตะเกียงส่องสว่างในแววตา ทอประกายแสนจริงจัง

คนอย่างไอ้กอร์แดน มันทำได้ทุกอย่างเพื่อเงินนั่นแหละ นายก็รู้ดีนี่

ฉันยอมไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้น มันก็มีแต่จะข่มเหงเราไปตลอด

“...”

นายเองก็โดนมาไม่ใช่น้อยนี่ผมเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มข้างที่เป็นรอยช้ำ มิเกลก้มมองต่ำ กระดุมที่เขาคลายออกเผยให้เห็นรอยแผลเก่าจางเลือนราง จริงมั้ยล่ะ

แต่ถ้านายยอม อะไร ๆ มันจะง่ายขึ้นเยอะ

มิเกลช้อนตามอง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งบิดให้กระดุมเข้าที่ มืออีกข้างปิดหนังสือดังพั่บ! ก่อนจะย้ายไปสนใจกล่องอะไรสักอย่าง เสียงของกระทบกันดังเป็นจังหวะ กลิ่นสมุนไพรผสมปนเปโชยออกมาจากตรงนั้น

เขาเดินวกกลับมา ด้อม ๆ มอง ๆ ที่สีข้างของผม ตอนนั้น ... บางทีมิเกลอาจจะเห็นรอยแส้ที่แผ่นหลังของผมเข้าแล้ว เขาถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ฉันจะทำยังไงกับนายดีนะมิเกลขมวดคิ้วยุ่ง หยิบตำราอีกเล่มมาเปิด ท่าทีดูว้าวุ่น ต้องมีสักอย่างสิน่า

ปล่อยไว้เดี๋ยวก็หาย

ไม่ได้! กอร์แดนไม่เล่นงานนายแค่นี้แน่เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก อย่างน้อยแผลนายควรจะดีขึ้นกว่านี้... ขอฉันดูรอยแส้หน่อย
ผมหันหลังให้มิเกล สัมผัสเย็น ๆ จากเนื้อเจลเคลือบลงบนนั้น นิ้วหัวแม่มือของเขาวนเกลี่ยไปตามแนวยาว

มิเกลมือเบาเหมือนปุยนุ่น

แผลนายเยอะชะมัด
มิเกลพึมพำ เขาเลื่อนมือไปทั่วแผ่นหลังของผม คงเป็นส่วนที่แผลจางจนไม่รู้สึกแล้ว เหลือทิ้งไว้แค่ร่องรอยของการกระทำในอดีตเท่านั้น


แต่สัมผัสจากปลายนิ้วของมิเกลอุ่นวาบ จู่ ๆ ผมก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ภายใน อาการแปลกประหลาดที่ผมบอกไม่ถูก



ผมไม่รู้




ระวังตัวเองหน่อยสิ ผิวของนายไม่เหมาะกับอะไรพวกนี้หรอก

ทำเป็นพูดดี


มิเกลหัวเราะในลำคอ จับตัวผมให้พลิกไปหา ห้านิ้วที่เคลือบด้วยสมุนไพร ผิวสัมผัสที่ต่างออกไป นาบลงกับแผลที่สีข้างของผม เบาบาง เชื่องช้า เหมือนกับเสียงพิณในฤดูใบไม้ผลิ



ผมลอบมองเสี้ยวหน้าของเขา พึ่งสังเกตว่ามิเกลมีแพขนตายาวกว่าหญิงคนอื่นในคณะละครสัตว์นี้ ขณะนั้น ดวงตากลมช้อนมองผมกลับ มือของเขาชะงัก



ผมได้กลิ่นลมหายใจรวยริน




ผมรู้แล้วว่าเคยได้กลิ่นบนผ้าเช็ดหน้านั้นจากไหน

เจอโรม!! ฉันวางเสื้อผ้าของนายไว้ข้างนอกนี่นะ

แฮริสันตะโกนผ่านกระโจม เราสะดุ้งโหยง ผมเกาท้ายทอยด้วยความประหม่า นึกขึ้นมาได้ว่ามีแค่ผ้าของมิเกลเท่านั้นที่ปกปิดส่วนล่างไว้

เออ! ขอบคุณมาก

ผมตะโกนกลับไป หวังว่าแฮริสันจะได้ยินมันนะ

ฉันไปน่าจะเอาเสื้อผ้า...

เดี๋ยวมิเกลเว้นช่วง พันแผลก่อนสิ

ผมพยักหน้า มิเกลเดินไปหยิบเสื้อสีขาวสักตัวของเขา ใช้ความคมของกรรไกรฉีกมันออกจากกันเป็นเส้นยาว

นั่นเสื้อนายนะ
มิเกลไหวไหล่ ถ้าไม่ทำ แผลนายจะติดเชื้อ
แต่นั่นเสื้อนาย
นายพูดไม่รู้เรื่องแล้วนะ
ก็เลิกเถียงซะสิ

เขาหัวเราะ พลางจัดการกับผ้าขาวกองนั้นไปด้วย นี่เสื้อเก่าน่ะ ยังไงก็ไม่ได้ใส่อยู่แล้ว

มิเกลจับปลายผ้า ยึดมันไว้บนจุดหนึ่งของผิวผม ผมขยับตัวให้เขาพันผ้าได้สะดวกมากขึ้น
ทำแผลบ่อยเหรอ
เขาสั่นหัว ผมลอนอ่อนยุ่งฟู นายคนแรก

จริงเหรอ

นายควรดีใจนะ... ที่ฉันไม่ทำนายตายน่ะ

ไม่แน่... บางทีนายอาจจะเปิดตำราสมุนไพรผิดหน้า

ฉันกังวลเรื่องนั้นอยู่เหมือนกัน
มิเกลยิ้มหยอกล้อ เป็นยิ้มที่ซนที่สุดที่ผมเคยเห็น ล้อเล่นน่า

แต่นายดูเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรมาก ชอบเหรอ

อืม ตอนแรกก็สนใจแค่เรื่องสารสกัด ฉันชอบกลิ่นของมัน

ขณะพูด ดวงตาของเขาเป็นประกายน้ำเสียงที่สื่อสารออกมาแสนตื่นเต้นจนผมสัมผัสได้

ฉันว่าสเน่ห์ของคนเรามันอยู่ที่กลิ่นนี่ล่ะ

มิเกลเอี้ยวตัวเข้ามาใกล้ อ้อมผ้ารอบเอวของผม กลิ่นของเขายิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น

ฉันก็ว่างั้น

แล้วพอศึกษาไปเรื่อย ๆ มันก็มีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้นเขาใช้เข็มกลัดจากชุดนัดแสดงมากลัดผ้าไว้ให้อยู่ทรง เช่นเรื่องสรรพคุณ

คงเป็นโชคดีของฉันสินะ

มิเกลเอนตัวลงนอนกับเบาะแข็ง แกว่งเท้าไปมาในอากาศ

แล้ว... นายกลายร่างแบบนั้นได้ยังไงผมเลิกคิ้ว เขาดีดตัวขึ้น ทำหน้าตาตื่นตระหนก มันเป็นความลับตระกูลอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า นายไม่ต้องตอบก็ได้นะ

ไม่... ไม่หรอกผมหัวเราะ ก็แค่สั่งตัวเองให้ได้

ยากมั้ย
“อยากทำบ้างหรือไง”
“แล้วถามไม่ได้เหรอ”

            มิเกลย่นจมูก เหม่อมองออกไปนอกกรอบหน้าต่าง ผมไม่รู้ว่าสายตาของเขาไปหยุดที่ไหน อาจเป็นความเวิ้งว้างในความคิด
“เมื่อก่อนก็ยากนะ แต่พอควบคุมมันได้... ก็ไม่ได้ยากอะไร

มันเกิดจาก... คำสาปจริงเหรอ

นายเชื่อไอ้กอร์แดนหรือไง
หมายความว่ายังไง

มันก็ปั้นเรื่องไปเรื่อย วิญญาณสิงโตอะไรนั่นน่ะ เหลวไหลทั้งเพ

แล้วจริงๆ มันเกิดจากอะไร
เขาถาม ผมจึงเริ่มวกกลับมาคิด จริงอยู่ที่ว่าผมไม่เคยมีความทรงจำส่วนนั้นอยู่เลย

ไม่รู้สิ... อยู่ดี ๆ มันก็เป็น
อาจจะเป็นคำสาปจริง ๆ ก็ได้
มิเกลนั่งไขว่ห้าง ท้างคางกับหน้าขา แววตาครุ่นคิด

พรุ่งนี้มีคิวแสดงหรือเปล่าเขาขมวดคิ้ว ฉันอยากให้นายพัก

ไม่ผมตอบ ไอ้งั่งนั่นถึงได้เล่นงานฉันเสียหนัก

เพราะท่าทางอวดดีของนายด้วยต่างหาก

            ผมเท้าแขนลงกับเตียง
สักวันฉันจะเขมือบมันทั้งตัว คอยดูเถอะ

อืม...มิเกลผงกหัว ฉันก็หวังว่าจะมีวันนั้น




           

            .
เพราะเป็นวันแสดงรอบสุดท้าย เกือบเดือนตั้งแต่วันนั้น ก่อนคณะละครสัตว์นี้จะเร่หาที่ใหม่ เราไร้หลักแหล่งมาตั้งแต่แรก แค่คนประหลาดที่เติบโตในที่แห่งนี้มาตั้งแต่ต้น
เพราะความน่าตื่นตาตื่นใจไม่เคยคงอยู่ตลอดไป แต่นั่นล่ะ วันนี้ผู้คนจึงดูคับคั่งเป็นพิเศษ

ผมแฝงตัวเข้ามานั่งกับผู้ชมเหมือนทุกครั้ง จับจ้องไปยังสิ่งที่รอคอยมาเนิ่นนาน การแสดงของมิเกลคือกายกรรมห้อยโหน การเคลื่อนที่ของเขาแม้จะดูน่าหวาดเสียว แต่ยังคงน่าทึ่งเสมอ

มิเกลใช้สองมือจับบาร์ที่แขวนติดกับเชือกป่าน โน้มตัวลงมาจากแท่นยืนสูงสุด ขาตรงชิด โยกไปมาคล้ายลูกตุ้มนาฬิกาโบราณ ก่อนคาบการเคลื่อนที่จะสั้นลง เขาตวัดขา ใช้ร่างกายส่วนล่างยึดตัวเองไว้กับแท่งเหล็ก ทรงตัวในอากาศ นิ่งงันเหมือนกับภาพถ่ายสักภาพ

มิเกลใช้ร่างกายทุกสัดส่วน ราวกับว่าเขารู้จักตัวเองแทบทุกตารางนิ้ว เข้ากันได้ดีกับบาร์โหนราวกับว่ามันคืออวัยวะที่สามสิบสามของเขา

ขณะที่วาดตัวไปในอากาศ เขาชาญฉลาดในการหาจังหวะให้ท่วงท่าดูพลิ้วไหว

เขารู้ดีว่าทำอย่างไรถึงจะดึงดูดสายตาไว้ให้อยู่หมัด

นิ้วของผมเกลี่ยไปตามผิวลื่นของผ้าเช็ดหน้า

จากนั้น มิเกลฝากรอยยิ้มตราตรึงไว้หลังจากโค้งตัวขอบคุณ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายิ้มของมิเกลเป็นที่โจษจัณฑ์ไปทั่วทุกสารทิศ ใครก็ตามต้องขวนขวายหาบัตรเข้าชมมาเพื่อเห็นรอยยิ้มของเขาสักครั้ง

ผมปลีกตัวออกมาท่ามกลางเสียงโห่ร้องสำหรับการแสดงถัดไป มายากลของเจฟฟรี่ที่ผมเห็นมาเป็นล้านครั้ง พร้อมๆกับที่มิเกลหายเข้าไปในห้องแต่งตัว

ผมเก็บผ้าเช็ดหน้าของเขาลงในกระเป๋ากางเกง มิเกลกำลังวุ่นวายกับการปลดเชือกสีทองด้านหลัง เพื่อถอดชุดรัดรูปลายทาง สีแดงสลับขาวออก

เชือกมันพันอยู่กันน่ะ
มิเกลหันควับ เลิกคิ้ว มือทั้งสองยังไขว้อยู่ด้านหลัง กระตุกเชือกที่พันกัน แกะส่วนที่ไขว้กันอยู่ออก

เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ

บาดแผลบนแผ่นหลังของมิเกลไม่มากเท่าผม แต่อย่างไรก็ตาม ผิวสีไข่ไก่ของเขา ไม่เหมาะร่องรอยพวกนั้นสักนิด

ขอบใจ
มิเกลพึมพำ คว้าเอาเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งมาคลุมผิวเปลือยไว้ลวกๆ ผมหย่อนตัวพิงโต๊ะเครื่องแป้งไว้ กอดอก ขณะมองเขารื้อกองเสื้อผ้าที่กองสุม ๆ กันไว้ หยิบเอากล่องไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ออกมา

เข็มฉีดยาอยู่ในมือข้างซ้าย ผมจ้องมองมัน สลับกับสบตาเขา มิเกลกำหลอดแก้วไว้แน่นจนมือขึ้นสี ก่อนจะวางลงในกล่องดังเดิม

ฉันไม่อยากทำ

นายต้องทำ

ผมหลบตา เสมองไปทางอื่น
กังวลว่าสายตาของมิเกลทำให้ส่วนลึกของผมหวั่นไหว ความตั้งใจตั้งแต่แรกอาจสูญสิ้นถ้าผมพ่ายแพ้ให้กับมัน

เจอโรมมาร์คัสแหวกผ้าใบเข้ามา เขาคือคนคุมสิงโตทุกตัว มาร์คัสมักจะถามผมเกี่ยวกับนิสัยแปลกประหลาดบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ เราถึงสนิทกันมากเป็นพิเศษ ใกล้คิวนายแล้ว.... เป็นยังไงบ้าง

เก็บของรอได้เลยผมหันไปบอกเขา มาร์คัสแค่พยักหน้ารับ ผมหันกลับมาหามิเกลที่ขมวดคิ้วจนยุ่ง
เปลี่ยนใจยังทันนะ... เชื่อฉันสิ มิเกลคว่ำปาก


ตอนนี้เกินกว่าจะถอยกลับแล้ว มิเกล


มันอันตรายมาก ฉันไม่มั่นใจเลยว่านายจะไม่เป็นไร

เป็นห่วงล่ะสิ
ฉันจริงจังอยู่นะ

ฉันก็จริงจัง


ตามใจแล้วกัน
มิเกลถอนหายใจ เขาเม้มปาก สีหน้าเป็นกังวลฉายชัด สุดท้ายก็ยอมหยิบหลอดฉีดยาออกมา

เขาคลำหาเส้นเลือดบริเวณลำคอ ชีพจรเต้นแรงจนผมยังได้ยิน ตื่นเต้นหรือไง

นิดหน่อย

คงเพราะอยู่ใกล้ฉันนั่นแหละ
คงงั้น
มิเกลกระตุกยิ้ม กลิ้งนิ้ววนไปมาบนซอกคอของผม เราสบตากัน

อย่าลืมที่สัญญาไว้นะ


ไม่ลืมหรอก...


เสียงของผมขาดห้วงเมื่อมิเกลประกบปากลงมา สัมผัสจากเขานุ่มหยุ่น ผมกดย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันกะทันหันเกินกว่าจะทำความเข้าใจกับความรู้สึก หรือลึก ๆ แล้ว เราต่างโหยหากันและกันมาโดยตลอด

            เป็นความจริงที่ว่าผมมักจะเฝ้ามองเขาจากที่ไหนสักที่
            จนกระทั่งวันนั้น และผ่านมาเนิ่นนาน บาดแผลของผมใกล้จะหายดี

ริมฝีปากเขายังคลอเคลีย ลากผ่านเฉียดไปมาอย่างท้าทาย หยอกล้อด้วยแนวฟันที่ขบกัดเบาบาง ไม่ทันตั้งตัว ความเจ็บปวดก็แล่นเข้ากลางลำคอ

ร่างกายทุกส่วนราวกับถูกบีบรัดจากภายใน ผมดิ้นพล่าน มิเกลกอดรั้งผมไว้ ลูบศีรษะอย่างปลอบประโลม จูบซับตามใบหน้าของผม ตั้งแต่หน้าผาก เปลือกตา จมูก แก้ม กดย้ำที่เหนือริมฝีปาก พูดว่าไม่เป็นไรแล้วซ้ำไปมา

เป็นความรู้สึกประหลาดภายใน ที่ไม่รู้ว่ามาจากฤทธิ์ยาหรือจากมิเกลกันแน่

จนผมสงบลง หอบหายใจถี่รัว มิเกลกลายอ้อมกอดออก เอื้อมมือมาซับเหงื่อเปียกชื้นบนใบหน้าผมออกให้ ผมมองตามฝ่ามือของเขา คว้ามากอบกุมไว้

ขอโทษนะ กลัวมากไหม

“...ไม่

นายเองก็อย่าลืมสัญญาเหมือนกัน
ผมจูบปากเขา ถอนออกอย่างอ้อยอิ่ง เราทั้งคู่นั่นล่ะ ผมเริ่มไม่อยากไป ผมกลัวว่าอาจจะไม่ได้กลับมา


อาจจะไม่ได้เจอมิเกลอีก


มิเกลใช้นิ้วโป้งแตะมุมปากผมไว้ สี่นิ้วที่เหลือวางราบไปกับสันกราม ผมเอียงคอคลอเคลียกับมือข้างนั้น ดวงตาหลับพริ้ม


ฉันจะรอ




.

มาร์คัสยืนรออยู่ด้านนอก เขาเอนตัวพิงกับกรงเปล่าในนั้นเคยมีสิงโตตัวยักษ์หลับใหลอยู่ เขากอดอก หลับตา ในปากคาบไม้จิ้มฟันไว้เหมือนทุกที เขาลืมตาขึ้นเมื่อผมทิ้งตัวลงข้างๆ

“เสร็จไวดีนี่”
“ทุเรศ”
“หมายถึงฉีดยานั่นต่างหาก” มาร์คัสเบ้ปาก “แกสิคิดอะไร”

ผมกลอกตา “ปากดีชะมัด”
“ไม่เท่าแกหรอก”

เขาย่อตัวลงนั่งยอง

“สรุปยังไง แกกับมิเกล”

“ไม่รู้”

“บอกไปหรือยัง”

“ยัง”

“ห่วยแตก”

ผมใช้เท้ายันมาร์คัสไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ เขาเซไปนิดหน่อยก่อนจะต่อยขาผมกลับ
           
            “ไม่บอกไปให้จบ ๆ”
            “ยังไม่ถึงเวลา”

            “แล้วจะรอไปถึงเมื่อไหร่” มาร์คัสถอนหายใจ “แกมองมิเกลมาตั้งหลายปี ฉันรู้”
           
            “อย่ามาทำเป็นรู้ดีให้มาก”

            ผมย่อตัวลงบ้าง

            “แกไม่รังเกียจฉันหรือไง... เหมือนที่คนอื่นเข้าเหยียดหยามกัน”
            “ทำไม”

ผมมองไปยังกลุ่มคนที่เห็นอยู่ไกลลิบ “ตราบาป จุดบอด รักร่วมเพศแสนโสมม”

“มิเกลไม่ใช่แค่ผู้ชาย มิเกลคือมิเกล”
มาร์คัสหักไม้จิ้มฟันในมือ พูดต่อ
“แกไม่ได้รักผู้ชาย แกไม่ได้รักฉัน” เขาหันมามองหน้า “แต่แกรักมิเกล”
           
            ผมเม้มปาก

            “ตลกดีว่ะ คนอย่างแก... อ่อนไหวกับเรื่องความรัก”
           
            “ไม่รู้สิ”



            ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋า




“ฉันยอมให้มิเกลเป็นจุดอ่อนของฉัน”



ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นยืนมองเต็นท์แดงที่เห็นมาทั้งชีวิต ใจหนึ่งเองก็ไม่อยากสูญเสียมันไป
... เก็บของหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้ว”

 “บอกทุกคนแล้วใช่ไหม”
มาร์คัสพยักหน้า
“เราจะออกไปจากที่นี่กัน”

“ขอให้สำเร็จ”

“มาร์คัส”
“ว่า”
“ปล่อยฉันไว้... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

หมายความว่ายังไง นายพูดเหมือนกับว่า...

ทิ้งฉัน... ถ้าเกิดอะไรผิดพลาด กำจัดฉันเสีย

            มาร์คัสลุกขึ้นมา ประจันหน้ากับผม
ฉันรับปากไม่ได้หรอกนะเจอโรม

ไม่... นายต้องทำ ผมแลบเลียริมฝีปากแห้งผาก “เพื่อความปลอดภัยของทุกคน... เพื่อมิเกล”

“...”

ฉันเชื่อว่านายทำได้

เพื่อความสบายใจ ฉันจะตกลงมาร์คัสถอนหายใจ ไสหัวไปได้แล้ว

ฉันกำลังจะช่วยทุกคนนะ

ขอบใจเขาไหวไหล่ กลับมาเร็วๆล่ะ

เออ รอยยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้า “ไว้เจอกัน”





           
            แสนน่าเบื่อเหมือนทุกครั้ง กอร์แดนพูดประโยคเดิมที่ผมเคยได้ยินมาเป็นล้านรอบ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่ผมอายุสิบสาม ตอนที่ผมรู้ตัวว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้
           
            จากตัวตลกไร้แก่นสาร ตัวประกอบในการแสดงมายากล ผมกลายมาเป็นโชว์ปิดที่ทุกคนคาดหวัง

            แต่ผมก็ยังเหมือนเดิม เฝ้ามองมิเกลจากอัฒจันทร์ ข้างๆคือผู้ชมที่เปลี่ยนไปทุกวัน
            จนกระทั่งตอนนั้นที่เขาป้อนจูบลงมา ราวกับบอกกลายๆว่าเขาเองก็เฝ้ามองผมจากบนนั้น

            บนบาร์โหนนั่น

หวังว่าผมจะไม่ได้คิดไปเอง

ผมมองตามสิงโตสองตัวที่ทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี แล้วก็ถึงตาผม ผมกำมือไว้แน่น ชาร้อนไปตลอดช่วงแขน ขบกัดริมฝีปากจนห้อเลือด คิ้วขมวดผูกกันแน่น

น้ำตาเอ่อคลอรอบดวงตา

ผมกระโดดม้วนตัว กลายร่างเป็นสิงโต เสียงโห่ร้อง ปรบมือเกรียวกราว ผมเหมือนไม่ใช่ตัวเอง ยังคงมองเห็นภาพเดิม แต่ร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างกายที่ผมเคยรู้จักอีกต่อไป

ขณะที่ผมถูกผนึกไว้ ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังร้องคำรามเสียงดังก้อง ส่งเสียงขู่ในลำคอ วิ่งตรงไปยังบ่วงไฟ มันล้มลงกับพื้น เกิดเพลิงไหม้ลุกโชนขึ้นมา ผู้คนร้องแตกตื่น ความโกลาหลเกิดขึ้น ยากเกินควบคุม

“มันคืออะไร”
“สารสกัดของมิเกล มันจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้สัตว์ป่าคลั่ง”
“จะฉีดยานั่นทำไม” มาร์คัสเลิกคิ้ว “แกไม่จำเป็นต้องใช้มันด้วยซ้ำ แค่แกล้งอาละวาดจะไปยากอะไร”
“วิญญาณราชสีห์สิงสู่... ให้สมใจไอ้กอร์แดนมันนั่นไง” ผมตอบมาร์คัส

ทุกคนกุลีกุจอกัน เบียดเสียดออกทางประตูทางเข้าข้าวของพังครืนลงมา เสาที่ยึดโดมไว้สั่นไหว กระโจมผ้าเริ่มเซไปตามแรงดัน ชายร่างท้วมดวงตาเบิ่งโพลง เนื้อตัวสั่น ไม่เชื่อกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

“แกนี่มันดีแต่สร้างปัญหา!!”
เขาเดินตรงมาหาผมอย่างไม่เกรงกลัว ใช้แส้ฟาดเข้ามาด้วยแรงอารมณ์

ผมเจ็บ พลันกระโจนเข้าไปหา แล้วชายแก่ล้มลง ถดตัวหนีด้วยความหวาดหวั่น

ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาทำร้ายผม กัดเข้าที่ขามันเต็มแรง เสียงร้องโอดโอยดังลั่น แววตาของเขาร้องขอความเมตตา ลากถูกไปตามพื้นทราย ผมแทบไม่รู้สึกตัว ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามสัญชาติญาณ

เจอโรม!!!
ชายแก่รีบอาศัยจังหวะ หนีออกไปทางประตู ผมหันตามเสียง เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา เชื่องช้า

ในมือของเขากระบอกสีเงินยาว ตรงปลายมีที่จับไว้
ดูอันตรายชะมัด

“เฮ้... ฉันมาร์คัสไง”

เขาส่งเสียงในลำคอ ชู่ว...

            “ทุกคนหนีออกไปแล้ว เราเป็นอิสระแล้วนะ”
            ผมไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร แววตาของเขาสั่นไหว

            “ชาร์ลอตบอกว่าจะย้ายไปอยู่แถบชานเมืองนู่นน่ะ  ส่วนเรวี่ก็ดีใจมากๆ น่าตื่นเต้นดีใช่มั้ย”
เขาหัวเราะในลำคอ

“ส่วนมิเกลปลอดภัยดี”

มิเกล... งั้นเหรอ


“นายกลับมาหรือยัง เจอโรม”



เจอโรม...

ชื่อของผม?


เขาดูเป็นมิตร แต่แววตาของเขา อะไรบางอย่างซ่อนอยู่

ผมคำรามเสียงดัง เขาสะดุ้งโหยง ชักอาวุธในมือขึ้นมาแทบจะในทันที
ผมไม่รีรอ กระโจนขึ้นคร่อมตัวเขา ปัดปืนกระบอกนั้นไปทางอื่น ง้างขากรรไกรขึ้น ตั้งใจจะกัดเข้าเต็มแรง

รู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างประหลาด

“จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้นหรือไง ฟังดูอันตรายชะมัด”
“นายถึงต้องกำจัดฉันไง”

ภาพบางภาพทับซ้อน

อะไรที่สำคัญ...
ผมปวดตุบ ๆ อยู่ภายใน ชะงักอยู่เท่านั้น จนกระทั่งกลิ่นหอมแทรกเข้ามาแทนกลิ่นคาว ผมมองหาต้นตอของกลิ่นนั้น เด็กชายอีกคนปรากฏในแสงสว่าง
กลิ่นที่กระตุ้นความทรงจำลึก ๆ
           
            “มิเกล ฉันบอกให้นายหนีไปไง!
            เด็กหนุ่มใต้ร่างผมตะโกนขึ้นมา

เจอโรม! ชู่ว... เจอโรม มองฉันสิ
เด็กชายที่ชื่อมิเกลพูด มิเกล... เขาย่อตัวลง ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ มาร์คัสขยับหนีออกไปช้าๆ

            ดวงตาของเขามีประกายสะท้อน หยดน้ำเอ่อคลอมาอยู่ที่ขอบ แพขนตายาวเปียกชื้น

            เชื่อใจฉันนะ

            เขาเอื้อมมือมา สัมผัสใบหน้าของผมแผ่วเบา



            “ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว”



            ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ต่อต้าน


            ซ้ำยังคลอเคลียกับมือข้างนั้น
            เป็นภาพทับซ้อนที่ชัดเจนที่สุด


รู้มั้ย... ถึงร่างกายนายจะเปลี่ยนไป


เขาเม้มปาก



แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย มันคือแววตา

           
เขายิ้ม ยิ้มที่ติดตรึงในความทรงจำเสมอมา

           


“ฉันรออยู่นะ เจอโรม”

           

แล้วสติของผมก็ดับวูบไป

เสียงสุดท้ายที่ได้ยิน
           
ฉันรักนาย     




           
            .
            แรงกระแทกทำให้ผมสะดุ้งตื่น ผมหรี่ตา เพราะลำแสงอ่อนแยงเข้ามา รูม่านตาของผมยังไม่ทันปรับสู้แสง

            ข้าง ๆ กัน มิเกลกำลังจับจ้องไปยังตัวหนังสือ ใต้แสงน้อยนิดจากตะเกียงที่แขวนอยู่เหนือหัว สายตาขะมักเขม้น ผมจำได้ว่านี่คือเกวียนของพวกมิเกล มันกำลังเคลื่อนที่ไปโดยที่ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนบังคับ
เกวียนเก่าโคลงเคลงไปมา แต่แรงสั่นไหวจากผิวขรุขระของถนนก็ไม่สามารถดึงความสนใจจากเขาไปได้เลย

            ผมขยับตัวเล็กน้อย ผิดไปจากที่ตั้งใจว่าจะขอมองใบหน้าของมิเกลจากตรงนี้อีกเสียหน่อย มิเกลสะดุ้งโหยง รีบวางหนังสือในมือลง มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรอีกตามเคย เขาช่วยประคองให้ผมยันตัวขึ้นนั่ง
           
            “ให้ตาย ฉันควรบอกมาร์คัสก่อน...” มิเกลทำตาโต ยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนว่ามาร์คัสจะเป็นคนขับนะ “มาร์คัส เจอโรมฟื้นแล้วล่ะ”
           
            “ฝากบอกมาร์คัสหน่อยว่าเลิกคิดจะรับจ้างขับรถซะ”
            “ฉันได้ยินนะ”
            มาร์คัสตะโกนเข้ามา

            “นายเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนมั้ย อยากกินอะไรหรือเปล่า ตอนนี้เรามี—”
            มิเกลพูดรัวจนผมแทบฟังไม่ทัน เขาดูร้อนรนกว่าที่เคยเป็น
“เฮ้ มิเกล” ผมจับบ่าเขาเบาๆ “ใจเย็นก่อน ฉันไม่เป็นไร”

            มิเกลขยับเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจากตัวเขาชัดเจนอีกครั้ง
            “นายหลับไปนานมาก”

            “งั้นเหรอ”
            “ใช่สิ”

            “เกิดอะไรขึ้นบ้าง”

            มิเกลชะงักไป “อยากให้ฉันเล่าจริง ๆ เหรอ”

            “มันแย่มากใช่มั้ย”
“ไม่เชิง” มิเกลหลบตา “นายเผากระโจม กัดขากอร์แดน...”

            “ฟังดูไม่เลว”


            “แล้วก็... นายเกือบฆ่ามาร์คัส”

           
            ผมขมวดคิ้ว
            “เขาเอาอาวุธอะไรติดตัวไปมั้ย”

            “”ปืนลูกซอง” มิเกลยิ้ม “แต่เขาไม่ฆ่านายหรอก ไม่มีใครทำมันลง”

            “...”

            “โจทย์ของนายยากเกินไป” เขาถอนหายใจ “อีกอย่าง นายผิดสัญญา... จำได้หรือเปล่า”
           
            “จำได้สิ...” ผมเท้าคาง ช้อนตามองหน้ามิเกล “ฉันสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี”

            “นั่นไง แล้วนายก็ไม่ทำตามสัญญา”

“ฉันก็อยู่นี่แล้วไง”

            “ไม่เหมือนกันเสียหน่อย”
            มิเกลชันเข่าขึ้นกอดไว้
           
            “นายเองก็ผิดสัญญา” ผมยิ้ม ยีผมยุ่งฟูของเขา ใช้นิ้วปาดน้ำตาที่หางตาของเขา “ถ้าเกิดว่าฉันทำอะไรนายขึ้นมาจะเป็นยังไง”
           
            “นายไม่ทำอะไรฉันหรอก ฉันรู้”
           
           
            “รู้มั้ย... ฉันคงหัวใจสลาย”

            ผมได้ยินเสียงกึกกักของล้อที่บดกับพื้นถนนนานจนไม่นึกรำคาญอีกแล้ว

            “หรือเราไม่ควรสัญญาตั้งแต่แรก”

            “ไม่หรอก...” ผมมองออกไปยังฟ้ามืดสนิท “อย่างน้อยตอนที่นายตกลง ฉันเองก็สบายใจ นายก็คงเหมือนกัน”
           
            “ฟังดูนิสัยไม่ดีเท่าไหร่” มิเกลยิ้มบาง “แต่นั่นคงจริง”

            ผมพยักหน้า ครางตอบรับในลำคอ

            “เรากำลังจะไปที่ไหนกัน

            “ไกล... ไกลจากที่นั่น”

            “แล้วคนอื่นล่ะ”

            “ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เหลือเราแค่สามคน” มิเกลยันตัวขึ้น “ฉันต้องเปลี่ยนกับมาร์คัสแล้วล่ะ เขาขับมาสักพักแล้ว”

            “ให้ฉันช่วยมั้ย”

            “นายพักเถอะ”
            มิเกลยิ้ม

            “นี่”

            มิเกลครางตอบรับในลำคอ

            “ฉันไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกไหม”

            เขาเลิกคิ้ว


            “แต่ว่า... ฉันก็รักนายไม่แพ้กัน”
           
           

            ขอบคุณทุกคนที่ทำให้เกิดโปรเจคนี้ขึ้นมา ขอบคุณที่มอบประสบการณ์ใหม่ให้เรา ขอบคุณน้องดรีมที่ทำให้เราอินไปด้วยขนาดนี้ การได้รักเธอมันเป็นสิ่งที่ดีมากจริงๆ ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนด้วยนะคะ

หวังว่าวันนึงจะได้พบกันอีก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น