Title : Pick A Card ; THE FOOL
Card : 0.THE FOOL
Tag : #thefoolnm
Author : ยาหยีต๋า
“ความมีอิสระ
ในการทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ
โดยไม่สนใจผลลัพธ์และอันตราย”
ตั้งแต่ลีเจโน่จำความได้
คุณแม่ก็บอกกับเขาเสมอว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีไพ่ประจำตัวของตัวเอง
แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนั้นจวบจนเมื่อตอนเขาอายุครบ 15 ปี รูปร่างของสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ปรากฏขึ้นมาจางๆบริเวณเอวด้านขวาของเขา
หลังจากได้ไพ่ใบนี้มาเจโน่ก็คิดอยู่ตลอดว่าความหมายมันเป็นตัวเขามากที่สุด
การมีอิสระที่จะคิด การมีอิสระที่จะรัก ช่างไม่เหมาะกับชื่อ ‘THE FOOL’ ของมันจริงๆ
มือหนาลูบตรงสัญลักษณ์รูปไพ่ที่นูนอยู่นิดๆ ตาคมมองร่างกายสมส่วนของใครอีกคนผ่านกระจกที่ตัวเองยืนอยู่
ไม่ต่างอะไรกับนาแจมินที่นอนมองแผ่นหลังเขาอยู่เช่นกัน
“เธอมองอะไร”
หลายคนคอยเตือนเขาว่าแจมินเป็นคนรักอิสระมาก ไม่อยากผูกมัดกับใคร
ชอบเที่ยวตามสถานบันเทิงและคุยหลายคน ส่วนเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่อีกฝ่ายคุยด้วยเหมือนกัน
อาจจะดูโง่ไปสักหน่อยในสายตาคนอื่นแต่เขาไม่ค่อยสนเรื่องนั้นเท่าไหร่
เจโน่พอใจที่ได้คุยแบบนี้
และสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากก็คือไพ่ของเขากับของแจมินเป็นไพ่ใบเดียวกัน
คู่ทั่วไปที่เคยเห็นจะเป็นไพ่คนละใบ พอรักกันก็จะเกิดคำทำนายความรักของแต่ละคู่ตามธรรมชาติของโลกใบนี้
ซึ่งการมีไพ่ใบเดียวกันมันน่าแปลกไหมเขาก็ไม่แน่ใจ
แต่แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า Birds of a feather flock together เพราะเหตุผลนี้ล่ะมั้ง
เขาถึงรู้สึกถูกชะตากับแจมินมากกว่าใครๆที่เข้ามาเสียด้วยซ้ำ
แจมินเป็นคนแรกที่เจโน่มองแล้วชอบตั้งแต่แรกเห็น
มันเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งที่เขาเข้าไปนั่งโง่ๆรอกลุ่มเพื่อนที่คาเฟ่ตึกคณะรัฐศาสตร์เพื่อหลบอากาศร้อนจัดจนแทบละลาย
เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนพนักงานว่ามีลูกค้าเข้ามา เขาไม่คิดจะสนใจจนกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มหวาน
แค่ประโยค ‘อเมริกาโน่เย็น 1 แก้ว’
มันช่างดึงดูดความสนใจของเจโน่ได้เป็นอย่างดี
ตาคมจ้องมองไปยังคนหน้าเคาน์เตอร์แต่สงสัยจะนานไปหน่อยจนทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว
นั่นเป็นครั้งแรกที่เจโน่รู้สึกชอบ
ชอบรอยยิ้มเล็กๆที่ส่งมาให้
แจมินเป็นคนแรกที่เจโน่ให้เข้าห้องนอกจากเพื่อน
ความสัมพันธ์ของพวกเราพัฒนา เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่เจโน่และแจมินทำความรู้จักกัน
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ในคลาสรวมที่มีคนเรียนเป็นร้อยคนทำให้เขารู้สึกเบื่อ
อาจารย์ก็สอนน่าเบื่อ เพื่อนรักเพื่อนตายอย่างแฮชานก็ดันมาเทกันอีก
“นี่ นั่งด้วยได้ไหม”
นั่นเป็นจุดเริ่มต้มของความสัมพันธ์
เสียงทุ้มหวานเอ่ยขึ้น และรอยยิ้มที่ยังติดอยู่ในใจกำลังส่งมาให้เขาอีกครั้ง
และมันทำให้เขารู้จักตัวตนอีกอย่างของอีกฝ่าย
แจมินค่อนข้างเป็นคนดื่นหนัก หนักจนบางครั้งพนักงานก็ใช้โทรศัพท์ของคนเมาโทรมาหาเขา
แน่นอนว่าเขาไปรับ สุดท้ายก็มาจบที่ห้องของสี่เหลี่ยมห้องนี้
ใช่แล้ว
แจมินเป็นคนแรกที่เจโน่ดูแลตอนเมาจนกลับคอนโดตัวเองไม่ไหว
อย่างเช่นตอนนี้ที่เจ้าตัวเขานอนซุกอยู่ในผ้าห่มผืนหนา โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยว่าเมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอนเพราะต้องหาวิธีทำให้แจมินสงบปากให้ได้ก่อนที่ห้องข้างจะมาเคาะห้องด่า
“ไม่รีบไปเรียนหรือไง”
“จำได้ด้วยเหรอว่าแจมมีเรียนเช้า”
“อือ”
“ไม่ไปแล้ว ยังรู้สึกเมาค้างอยู่เลย”
“ตามใจ งั้นก่อนจะออกไปก็ล็อคห้องให้ด้วย”
“ครับๆ” แจมินขานรับพร้อมกรอกตา
ร่างของเจโน่ถูกสวมทับด้วยเสื้อนิสิตและเสื้อแจ็กเกตหนังสีดำโดนไม่ลืมที่จะบอกคนบนเตียงว่าทำข้าวต้มไว้ให้อยู่ในครัว
ยาอยู่หลังตู้เย็น และกำชับเรื่องห้องอีกครั้งก่อนจะออกจากประตูไป
.
.
.
หลังจากที่เจ้าของห้องออกไปแล้วแจมินก็หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาส่งข้อความหาเพื่อนว่าฝากลาคลาสเช้าให้ด้วย
ร่างสมส่วนนอนไถมือถืออยู่อย่างนั้นเพียงไม่นานลุกขึ้นไปกินข้าวต้มที่เจโน่ทำ
แต่ก่อนเดินผ่านกระจกไปก็เห็นว่าชุดที่ใส่อยู่นั้นไม่เหมือนกับเมื่อวาน
แจมินมองตัวเองที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของอีกฝ่ายแล้วยิ้มออกมานิดๆ
ด้วยความรู้สึกพึงพอใจบางอย่าง
อาจจะดูไม่น่าเชื่อ แต่เชื่อเถอะว่าเขายังบริสุทธิ์อยู่
แม้ใครต่อใครจะมองว่าเขาเป็นคนเละเทะก็ตามที
แต่เขาไม่เคยปล่อยตัวเองให้ไปกับคนแปลกหน้าเลยสักครั้งเดียว
เขาไม่ได้คุยกับคนนั้นคนนี้ไปทั่วด้วย
มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นเหมือนที่ใครๆเขากล่าวหาว่าไหมล่ะ ถ้ารู้จักกันจริงก็จะรู้ว่าเขาหวงตัวเองมากแค่ไหน
เขารักตัวเองมากกว่าที่ใครๆจะคิดอีก
อ่า..
อันที่จริงก็มีอยู่หนึ่งคนที่แจมินไม่เคยหวงตัวด้วยเลยสักครั้ง
อาจเป็นเพราะมั่นใจมั้งว่าคนๆนี้จะไม่ทำอะไรเขา
หลายครั้งที่เขาเมาแล้วให้อีกฝ่ายไปรับ ทั้งเช็ดตัว ทั้งเปลี่ยนเสื้อผ้า
เจ้าของห้องเขาทำมาหมดแล้ว
เห็นไปถึงไหนต่อไหนแต่เจโน่ก็ไม่เคยคิดจะเกินเลยกับแจมินสักที
อย่างมากก็แค่นอนกอดกันและจูบกันเท่านั้น
และนั่นแหละคือเหตุที่ทำให้ยิ้มอยู่ตอนนี้ การที่ไม่รู้สึกเจ็บเนื้อเจ็บตัวเลยแม้แต่นิดเดียวจึงเชื่อได้สนิทใจว่าหมอนั่นไม่มีทางทำอะไรเขาแน่นอน
เมื่อล้างจานเสร็จ ก็หันไปทำความสะอาดห้องให้เจ้าของมันด้วย
ก่อนจะทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำและไม่ลืมทำตามที่เจโน่บอก
แจมินจัดการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ถอดปลั๊กออกเกือบทุกอย่าง หยิบกุญแจสำลองของอีกฝ่ายที่เคยให้ไว้แล้วออกไปในที่สุด
.
.
.
ถึงตอนใกล้เที่ยงก็เป็นเวลาที่เจโน่เลิกเรียน
สองขายาวขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์สี่สูบคันเก่ง เตรียมใส่หมวกกันน็อค
แต่สายตาก็ไปสะดุดกับร่างๆหนึ่งที่เดินลงมาจากรถหรูราคาสูงเข้าเสียก่อน
“ไง กูบอกมึงแล้ว” เสียงของเหรินจวิ้น เพื่อนในกลุ่มเอ่ยขึ้น
“...”
“กูว่าเลิกคุยก่อนที่มึงจะถลำลึกไปมากกว่านี้ดีกว่าไหมวะ” เสริมด้วยเสียงของมาร์คเพื่อนอีกคน
“...”
“เรื่องของมึงแล้วกัน จะโง่ต่อไปก็ตามใจ” จบด้วยแฮชาน เพื่อนสมัยมัธยมที่ตอนนี้ก็ยังเรียนด้วยกันอยู่
“ไอ้ห่า พอๆ อย่างกับแบ่งบทกันมา ไปกินข้าวกันได้แล้วกูหิว” เจโน่เลือกที่จะตอบเพียงเท่านั้นและไม่พูดอะไรอีก
เพื่อนของเขารู้
หลายๆคนที่เข้ามาถามก็รู้
แปลกไหม ใครๆก็พูดว่าแจมินคุยเยอะ แต่เจ้าตัวก็ยังให้อิสระในการบอกคนอื่นกับเจโน่ว่าพวกเราคุยกันอยู่
ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดเรื่องแจมินหรอก มันต้องคิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
ก็พวกเขานิสัยคล้ายกันนี่นะ จริงที่ไม่ใช่เรื่องการออกไปสังสรรค์
แต่เมื่อพูดถึงความเป็นอิสระของทั้งเขาและอีกฝ่ายแล้วก็คงจะพอๆกัน กล้าได้
กล้าเสีย กล้าเสี่ยงทั้งๆที่ไม่รู้ว่าผลของมันจะดีหรือไม่ดี
อย่างความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกตอนนี้ก็เช่นกัน
ไม่มีใครรู้ว่ามันจะลงเอยแบบไหน
มันก็แค่ว่าเจโน่คุยด้วยความสบายใจตอนอยู่กับคนนี้แค่นั้น
เสียงในหัวมันบอกว่าให้พอ
แต่เสียงในใจมันกลับบอกว่าให้ต่อ
และเจโน่เลือกที่จะเชื่อหัวใจตัวเอง
เย็นในวันเดียวกัน เจโน่ได้รับข้อความจากแจมินว่าจะมาหาที่ห้อง แต่รอแล้วรอเล่าคนที่ส่งข้อความก็ยังไม่มา
เป็นแบบนี้จนเริ่มชินเหมือนกัน แล้วถ้าเพื่อนสักคนถามว่าเคยน้อยใจเรื่องนี้หรือเปล่า
เขาก็จะตอบแบบไม่ลังเลเลยว่าเคย แต่ทำอะไรไม่ได้ พอโตจนขนาดนี้ก็อยากหาความมั่นคงหลายๆอย่างกับคนที่คุย
หรือเขาต้องกลับมาคิดใหม่เกี่ยวกับตัวเองและแจมินจริงๆจังๆเสียที
“เฮ้อ” เจโน่เลิกคิดเรื่องทั้งหมดแล้วตัดสินใจออกไปหาอะไรลงท้อง แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเปิดประตูออกไปเจอแจมินยืนอยู่หน้าห้อง
“เธอจะไปไหน”
“จะออกไปหาข้าวกิน โน่นึกว่าเธอไม่มาแล้ว”
“ไม่ต้อง แจมซื้อของทำสุกี้มา”
“เล่นใหญ่นะ ในโอกาสอะไร” เจโน่เลิกคิ้วถาม
“โอกาสที่คืนนี้อยากอยู่กับเธอไง” คนฟังคำตอบถึงกับหลุดขำออกมา “ขำอะไรเล่า
จะให้เข้าไปได้หรือยัง แจมหิวแล้วนะ”
“ครับๆ เชิญข้างในครับเชฟนา”
.
.
.
ช่วงค่ำในคืนถัดไป แจมินโทรมาชวนเจโน่ไปงานวันเกิดเพื่อนแต่เขาปฏิเสธ
เขาไม่ค่อยไปกับอีกฝ่ายเพราะไม่ชอบงานแบบนั้นเท่าไหร่
อีกอย่างก็คืออย่างคิดอะไรบางอย่าง
เขาอยากพัฒนามากกว่าที่เป็นแล้ว
เจโน่พร้อมที่จะขยับความสัมพันธ์ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับแจมินด้วยเช่นกัน
ไม่รู้ว่าถ้าหากเขาพูดมันออกไปแล้วอีกคนจะว่ายังไง ไม่รู้สิ
เจโน่แค่รู้สึกกลัวว่าจะเป็นแบบนั้น แบบที่ขอคุยกันให้มากกว่านี้ แบบที่ยังแน่ใจอะไรไม่ได้เลยว่าครั้งนี้มันจะยืนยาว
ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่มันแค่กลัว
เจโน่น่ะ ชอบแจมินจนไม่รู้จะชอบยังไงแล้ว
ตลอดระยะเวลาที่คุยกันมา มีหลายมุมของแจมินที่คนอื่นไม่เคยเห็น
ทั้งทำอาหาร ทั้งเล่นเกมธรรมดาๆอย่างทายชื่อศิลปิน ใครทายผิดคนนั้นโดนลงโทษ
หรือแม้ตอนนอนที่เจ้าตัวเขาติดนิสัยกอดหมอนข้างแต่ห้องของเขาไม่มีจนต้องนอนกอดแขนเขาแน่น
และอีกมากมายที่เจโน่บอกได้เลยว่าวันทั้งวันก็เล่าไม่หมด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกความสนใจของเจโน่ได้เป็นอย่างดี
มือหนาคว้าเครื่องมือสื่อสารมาดูก็พบว่าสายที่โทรมาเป็นชื่อแจมิน
“ฮัลโหล”
(เจโน่ เราเฉินเล่อเพื่อนแจมินนะ)
“...”
(โอเค คือตอนนี้แจมินหายตัวไป)
“ว่าไงนะ”
(เราคิดว่ายังอยู่ในงาน นายช่วยมาหน่อยได้ไหม)
“เสียงฟังดูไม่ดีนะ มีอะไรจะเล่าหรือเปล่า”
(...)
“เล่าสิวะ!”
(เพื่อนเจ้าของวันเกิดชอบแจมิน และวันนี้มันเมา)
“เออ เดี๋ยวไป”
ร่างสูงควบมอเตอร์ไซค์คู่ใจออกจากหอและรีบขี่ไปยังที่หมาย
ไม่รู้ว่าเขาเสี่ยงตายไปกี่ครั้งกับรถบนถนน เจโน่คิดเพียงแค่ว่ามันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของแจมินอีกแล้ว
และวันนี้แหละเป็นวันที่เขาโง่มากที่สุด
“เราอยู่หน้าบ้านแล้ว”
(โอเค เดี๋ยวออกไป)
“เราพาเพื่อนมาด้วย นายกลับกับเพื่อนเราก่อนเลย”
(ไม่ เราจะอยู่ดูให้แน่ใจก่อนว่าแจมินปลอดภัย รอตรงนั้นแหละเดี๋ยวออกไปรับ)
หลังจากวางสายไม่นานเพื่อนแจมินที่ชื่อว่าเฉินเล่อก็ออกมา
พวกเขาคุยกันว่าคนที่หายไปน่าจะอยู่ชั้นสองของบ้านไม่ห้องใดสักห้องหนึ่ง
โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตผู้มาใหม่อย่างเขากับแฮชาน
เสียงเพลงจังหวะสนุกดังไปทั่วบ้านไม่เว้นแม้แต่ชั้นสองที่ได้ยินชัดเจน
เสียงมันกลบทุกอย่างจนเกือบคุยกันไม่รู้เรื่อง พวกเขาสามคนแยกย้ายกันไปหา
เจโน่เปิดไปหลายห้องจนมาถึงห้องริมสุด
“ไอเหี้ยเอ๊ย!”
เมื่อเปิดประตูเข้าไป
ภาพที่เจโน่เห็นคือแจมินโดนจับมัดมือนอนอยู่บนเตียง
แก้มของคนที่นอนอยู่อาบไปด้วยธารแห่งความกลัว
เสียงร้องไห้ที่เจอกับฝันร้ายดังสู้เสียงเพลงข้างนอกไม่ได้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงไม่มีใครมาช่วย
ถ้าเฉินเล่อไม่สังเกตว่าเพื่อนตัวเองหายไป..
เขาไม่รอช้าที่จะเข้าไปปล่อยหมัดหนักๆใส่หน้าตัวการที่นั่งคร่อมอีกคนอยู่
เจโน่ไม่มีทีท่าว่าจะยั้งมือเลยแม้แต่หมัดเดียว แจมินที่เขาเฝ้าดูแล
แจมินที่เขาเฝ้าทะนุถนอม เกือบจะต้องมาแปดเปื้อนเพราะความชั่วของใครที่ไหนก็ไม่รู้
เจโนโกรธตัวเองที่ไม่มากับแจมินตั้งแต่แรก
รู้ตัวอีกทีแฮชานก็เข้ามาจับตัวเขาไว้พร้อมบอกว่าไอ้คนข้างหน้ามันจะตายคามือเขาแล้ว
ใครจะไปสนแม่งวะ
“ไอ้โน่! มึงพอได้แล้ว
เดี๋ยวก็โดนข้อหาฆ่าคนตายหรอกมึง”
มันต้องโดนให้หนักมากกว่าที่แจมินโดน
“กูบอกให้พอไง! ถ้ามึงติดคุกพ่อแม่มึงจะทำยังไง
แล้วแจมินอีกล่ะ นึกถึงหน่อยสิเว้ย”
สิ้นเสียงของเพื่อนที่มาด้วยกันเจโน่ก็ยอมลามือ เพื่อที่จะพาแจมินกลับไปที่ห้องจึงรีบอุ้มอีกคนออกไปจากที่นี่
ก่อนแยกย้ายเฉินเล่อขอให้เขาดูแลแจมินให้ดีๆ แต่เขาตอบกลับด้วยความเงียบและเอ่ยบอกให้แฮชานไปส่งเพื่อนอีกคนเท่านั้น
.
.
.
ระหว่างทางกลับไม่มีใครพูดอะไร แจมินรู้ว่าเจโน่คงหงุดหงิดกับเสียงสะอื้นของเขาตอนนี้มากๆ
แต่จะทำยังไงล่ะในเมื่อมันห้ามไม่ได้ ห้ามอะไรไม่ได้สักอย่าง
ยิ่งนึกถึงฝันร้ายเมื่อกี้
ก็จะร้องไห้ขึ้นมาอีกแล้ว
เขาเมา ไม่ได้เมาจนขาดสติ แต่ก็ไม่สามารถขัดขืนผู้ชายที่เข้ามาจับตัวไปได้เลย
“เจโน่ เรา—”
“เธอเงียบก่อน เข้าไปข้างในนะเราจะสูบบุหรี่”
“...”
แจมินโกรธตัวเองที่ดูแลตัวเองไม่ดี
ร่างสมส่วนเลือกหยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไป สายน้ำอุ่นจากฝักบัวชโลมตั้งแต่ห้องจรดเท้า
น้ำตาใสค่อยๆไหลปนกับน้ำ แจมินใช้ใยบวบขัดทั่วร่างจนแดงไปหมด ในหัวก็คิดน้อยใจในโชคชะตาว่าทำไมเรื่องเลวร้ายแบบนี้ตัวมาเกิดกับตัวเองด้วย
เกือบแล้ว อีกนิดเดียว
ถ้าเจโน่มาช่วยไว้ไม่ทันล่ะก็..
รังเกียจตัวเองเหลือเกิน
“แจมิน เข้าไปนานแล้วนะ”
เสียงเคาะประตูดังพร้อมกับเสียงของเจ้าของห้อง
อย่ามายุ่งได้ไหม
ยิ่งเจโน่เรียกเสียงดังมากเท่าไหร่
แจมินก็ยิ่งถูแรงมากเท่านั้น
“ออกมาได้แล้ว!”
“...”
“ก็ได้ อยู่ในนั้นไปเลย!”
เจ้าของห้องก็คงรังเกียจเขาไม่ต่างกับตัวเขาล่ะมั้ง
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดสำหรับแจมินก็เกิดขึ้น
เมื่อเจโน่ไขกุญแจเข้ามาในห้องน้ำและจับเขาให้หยุดถูตัวเอง
“ทำไมเธอชอบทำให้เป็นห่วง”
“...”
“ผิวแดงไปหมด อีกนิดก็คงเลือดออกแล้วมั้ง
รักตัวเองหน่อยสิ”
“เธอจะไปเข้าใจอะไรวะ!”
“เออ ไม่เข้าใจหรอก” ... “แต่เป็นห่วงเธอ
เธอเข้าใจโน่ไหม”
“...”
“ตรงไหน”
“อะไร”
“ที่ไอ้เลวนั่นทำอยู่ตรงไหน”
ดวงตากลมทอประกายไหววูบ พวกเขาจ้องตากันอยู่นานนับนาทีก่อนแจมินชี้ไปที่คอ
มือหนาประคองข้างแก้มของเขาไว้และค่อยๆดึงร่างสมส่วนให้ประชิด
จมูกโด่งซุกเข้าที่ลำคอระหง ปัดป่ายไปมาพร้อมใช้ปากจูบไปทั่วบริเวณและใช้ลิ้นอุ่นลบรอยจากเหตุการณ์ฝันร้ายที่ผ่านมา
แจมินหลับตาและเอียงคอรับสัมผัสของเจโน่ ทำแบบนี้คือการบอกเป็นนัยๆหรือเปล่านะว่าสิ่งที่เขาคิดมันไม่เป็นความจริง
“เท่านี้ก็หายไปหมดแล้ว”
“...”
“และอย่าคิดไปเองอีก รู้หรอกว่าคิดอะไรอยู่”
“อื้อ”
“เออไปกันเถอะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”
เจ้าของห้องไม่ปล่อยให้เขาเดินเอง
แม้แต่แต่งตัวก็ไม่ยอมให้เขาทำเองด้วยซ้ำ ถึงจะหลายครั้งที่เจโน่ทำให้ตอนเมา
แต่มันกลับเขินไม่น้อยเลย
ร่างสูงพาแจมินไปนั่งที่โซฟาและทำหน้าตาจริงจังจนคนโดนจ้องเริ่มกลัว
“โน่ว่าเราต้องจริงจังเรื่องความสัมพันธุ์ของเราได้แล้ว”
“ไม่เอานะ!”
“...”
“ไม่เลิกคุยกันนะ เจโน่ แจมขอร้อง”
ไม่เอา ไม่อยากให้เจโน่ไปไหนทั้งนั้น
“แล้วเราจะคุยกันอยู่ในฐานะอะไร”
แจมน่ะ..
“ถ้าเป็นคนคุยกันเหมือนเดิมก็เลิกคุยกันเถอะ” ...
“โน่ต้องการสถานะที่ชัดเจนแล้วว่ะ อายุก็ขนาดนี้แล้วด้วย
ถึงจะยังไม่ถึงยี่สิบกลางๆแต่โน่ก็อยากมีรักที่มั่นคงไม่อยากลอยลมแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
หรือเธอกังวลกับคำทำนา—”
“แจมรักเจโน่นะ”
“...”
“ขอโทษที่ทำให้คิดมากเรื่องนี้
ขอโทษที่เป็นคนที่ทำให้มั่นใจอะไรไม่ได้เลย แจมก็คิดเหมือนกันว่าอยากจริงจังกับเธอ
คิดเสมอแต่ก็ยังปล่อยให้มันยืดยื้อขนาดนี้ ขอโทษจริงๆ
แจมไม่ได้กังวลเกี่ยวกับคำทำนายอะไรเลย โอเค ตอนแรกก็ใช่เพราะไพ่เราเหมือนกัน
แต่ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะฉะนั้นพวกเรามาเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่เถอะ” ... “เป็นแฟนกับแจมินนะ”
แจมิพูดออกไปหมดแล้วแต่คนตรงหน้าก็ยังนิ่งอยู่
แน่นอนว่าเขาใจเริ่มเสีย
คงไม่ต้องหวังแล้วสินะ
เรานี่มันแย่ชะมัดเลยนาแจมิน
“เธอพูดมันออกมาก่อนโน่ได้ยังไง”
“หา!”
“หาอะไรล่ะ ประโยคนั้นมันต้องเป็นโน่สิที่พูด
เธอแย่งไปพูดก่อนได้ยังไงวะ”
“ฮ่าๆ”
“...”
“ไอบ้าเอ๊ยจะเป็นไหมแฟนน่ะ”
“เป็นสิ ไม่เป็นก็โง่เต็มทนแล้ว”
ร่างสองร่างโผเข้ากอดกันอย่างแนบแน่น
มีความสุขที่สุดเลย
.
.
.
พระเจ้าสร้างโลกแห่งคำทำนายนี้ขึ้นมาเพื่ออะไรกัน
เพื่อหยั่งรู้อนาคตที่ไม่แน่นอนอย่างนั้นหรือ..
คำทำนายคู่รักที่ไม่ว่าใครก็ต่างกลัวมันออกมาในเชิงล้มเหลว
ไม่ได้ทำให้เจโน่และแจมินกลัวเลยสักนิด
ไม่ว่าจะเป็นเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว
หรือลมมรสุมมากมายที่กำลังจะถาโถมเข้ามา
พวกเขาก็ไม่กลัวหรอก
THE FOOL
ไพ่ตัวแทนความไร้เดียงสา
การรักอิสระ เตรียมใจ
เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เตรียมพร้อมเผชิญภัยต่างๆโดยไม่คำนึงถึงอันตราย
แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น
มันยังหมายถึงการเริ่มต้นใหม่และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกด้วย
ก็เหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขาตอนนี้
การเริ่มต้มใหม่ที่ต่างคนต่างมีความสุข
หากคนข้างๆกำลังเจอปัญหาพร้อมไปกับคุณ
ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
อย่ากลัวอนาคตที่จะเกิด
อย่ากลัวสิ่งต่างๆที่กำลังเข้ามาหรือเดินเข้าหามัน
ได้โปรดอย่ากลัวมันเลยทุกคน
ได้โปรดอย่ากังวลและสู้ไปพร้อมๆกับคนรักของคุณ
ก้าวข้ามผ่านไปให้ได้นะ
ขอให้โชคดีในความสัมพันธ์
แล้วการเริ่มต้นใหม่ที่ดีจะมาหาพวกคุณ
:)
_______________________________________________________________________
#thefoolnm
END
_______________________________________________________________________
ตอนแรกว่าจะให้แจมินร้าย แต่ไม่ร้ายซะแล้ว ,__,
ขอบคุณโปรเจคครั้งนี้นะคะ รู้สึกท้าทายมากเพราะไม่เคยเขียนแบบกำหนดเวลามาก่อนเลย
สนุกมากๆ ขอบคุณแอดมินค่ะที่มอบโจทย์ THE FOOL ให้เพราะหยีจับไพ่ mid-month
ประจำเดือน พ.ย. (ระหว่างเขียน) มา ก็ได้ไพ่ใบนี้เป็นใบแรก
รู้สึกภูมิใจมากเพราะมันตรงสุดๆเลย
ขอโทษตัวละครด้วยนะคะ
เป็นอะไรที่เจ็บปวดหัวใจหยีเหมือนกัน ต่อไปขอให้ทั้งคู่หลังจากเหตุการณ์นั้นมีความสุขกันเสมอ ช่วยเติบโตกับการเริ่มต้นใหม่ที่ดีนะ
ขอบคุณนักอ่านที่เข้ามาอ่านมากๆเลยนะคะ
ขอโทษด้วยที่เนื้อเรื่องอาจจะยังไม่สมเหตุสมผลเท่าที่ควร ทำเต็มที่แล้วจริงๆ
ติชมได้เต็มที่เลยน้า จะพยายามพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างสม่ำเสมอค่า
รักนะคะ
ยาหยีต๋า